Home » สุขภาพ » รูมาตอยด์ โรคร้ายทำลายกระดูก เข่าเสื่อม ปวดข้ออักเสบเรื้อรัง
โรครูมาตอยด์

รูมาตอยด์ โรคร้ายทำลายกระดูก เข่าเสื่อม ปวดข้ออักเสบเรื้อรัง

โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) หนึ่งใน โรคข้ออักเสบ (Arhritis) ที่พบบ่อย เป็นโรคเรื้อรังที่มีกลไกเกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน ต้านทานโรคของร่างกายทำลายอวัยวะของตัวเอง โดยทำให้เกิดพยาธิสภาพในหลายอวัยวะ คือ ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายถูกกระตุ้นให้ทำงานมากเกินผิดปกติโดยเฉพาะที่ข้อต่าง ๆ เซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น และหลั่งสารเคมีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ซึ่งเป็นการอักเสบแบบเรื้อรังและส่งผลทำให้เนื้อเยื่อปกติถูกทำลายในที่สุด

โดยที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคและเป็นปัญหาทำให้ผู้ป่วยเกิดความพิการตามมา คือ การที่ข้อต่าง ๆ เกิดการอักเสบโดยเฉพาะข้อมือและข้อนิ้วมือ โดยสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด รูมาตอยด์ อาการ บ่งชี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่า 10% ของผู้ป่วยเกิดจากพันธุกรรม

รูมาตอยด์ อาการ

โรครูมาตอยด์ ข้ออักเสบ พบได้ทั่วโลก ทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกในแต่ละปีจะพบได้ประมาณ 3 รายต่อประชากร 10,000 คน ซึ่งความชุกของโรคอยู่ที่ประมาณ 1% ของประชากรทั้งหมด มีข้อสันนิษฐานว่าการติดเชื้อบางชนิดที่มีอยู่ทั่วไป อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้ เชื้อที่สันนิษฐานมีทั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัส แต่วิธีการก่อโรคของเชื้อที่ทำให้มีข้ออักเสบเรื้อรัง นอกจากนี้สาเหตุจากฮอร์โมนก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะโรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอาการของโรครูมาตอยด์ จะดีขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ และช่วงอายุที่เริ่มเป็นส่วนใหญ่ คือ 35-50 ปี  ผู้ป่วยที่เป็นโรครูมาตอยด์ในระยะยาวมีอาการที่เห็นเด่นชัดคือ 75% ของผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อเล็กน้อย อาจจะมีบวมเป็น ๆ หาย ๆ 20% จะมี อาการข้ออักเสบ แบบอ่อน ๆ และ 5% จะมีข้อผิดรูปและมีอาการรุนแรง

โดยทั่วไป เมื่อเริ่มเป็นโรคข้อ รูมาตอยด์อาการ มักไม่ค่อยชัดเจน ทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก ซึ่งเวลาโดยเฉลี่ยนับตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคจนกระทั่งวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคข้อรูมาตอยด์อยู่ที่ประมาณ 9 เดือน การวินิจฉัยจะอาศัยอาการและการตรวจจากห้องปฏิบัติการ โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญโรคนี้จากสหรัฐอเมริกา (American College of Rheumatology) ได้วางกฎเกณฑ์สำหรับการวินิจฉัยโรคไว้ดังนี้ โดยให้ถือว่า “ผู้ป่วยที่มีอาการอย่างน้อย 4 ใน 7 ข้อเหล่านี้ เป็น โรคข้อรูมาตอยด์”

  • มีอาการข้อแข็งในตอนเช้า ขยับไม่ได้ตามปกติ ซึ่งต้องมีอาการนานมากกว่า 1 ชั่ว โมงก่อนที่อาการจะหายไป
  • มีอาการปวดข้อมากกว่า 3 ข้อขึ้นไปโดยมีอาการบวมของข้อร่วมด้วย
  • ข้อที่อักเสบนั้นจะต้องมีข้อของมือรวมอยู่ด้วย โดยอาจจะเป็น ข้อมือ ข้อฝ่ามือ หรือข้อนิ้วมือก็ได้
  • ข้อที่อักเสบเหล่านั้นจะต้องเป็นทั้งข้างซ้ายและข้างขวาเหมือนกันและเป็นพร้อมๆ กัน
  • ตรวจพบมีปุ่มเนื้อ Rheumatoid nodules
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการพบสารภูมิต้านทาน Rheumatoid factor ในเลือด การตรวจพบสารภูมิต้านทาน Rheumatoid factor เพียงอย่างเดียว ไม่ได้จำเพาะกับโรคนี้ เพราะสามารถตรวจพบได้ในคนทั่วไปประมาณ 5% และยิ่งมีอายุมาก โอกาสที่จะตรวจพบอาจมีถึง 20% จึงต้องอาศัยเกณฑ์ข้ออื่นร่วมด้วย
  • การตรวจเอ๊กซเรย์กระดูก พบความผิดปกติของกระดูกรอบข้อ เช่น กระดูกรอบข้อบางตัวลง

เนื่องจากการอาศัยการวินิจฉัยตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัย โรครูมาตอยด์ และการรีบให้ยารักษาตั้งแต่เริ่มเป็น จะช่วยลดการดำเนินของโรคไม่ให้รุนแรงและไม่ให้เกิดความพิการตามมาได้ ทางกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทั้งจากสหรัฐอเมริกาและจากยุโรป American College of Rheumatology และ European League Against Rheumatism จึงได้ตั้งกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นในปี 2010 แต่เนื่องจากยังเป็นของใหม่และมีรายละเอียดมากมายเฉพาะทางของโรค จึงไม่ขอกล่าวถึง แต่ทั้งนี้เมื่อพบแพทย์ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านโรค ข้อเข่า อักเสบ นี้ แพทย์จะเป็นผู้ดำเนินการตรวจตามแนวทางเหล่านี้ให้ผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้เอง

ป้องกัน ภาวะกระดูกพรุนง่าย แค่ลองรับประทาน : 10 สุดยอดอาหารป้องกัน โรคกระดูกพรุน ข้อเข่าเสื่อม

การดูแลตนเองเมื่อเป็น โรครูมาตอยด์ คือ

  • การรักษาจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง ควรพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจได้ยาในขนาดสูงจนเป็นอันตรายหรือได้ชนิดยาไม่เหมาะสมที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้
  • การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพราะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ข้อเคลื่อนไหวได้เต็มองศาของข้อนั้น ช่วยลดความปวดและอาการอ่อนเพลีย โดยการออกกำลังกายในน้ำหรือว่ายน้ำเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะไม่ทำให้ข้อได้รับการกระทบกระเทือนจากการลงน้ำหนัก
  • ในแต่ละวัน ไม่ควรนั่งยืนหรืออยู่ในอิริยาบถใด ๆ ที่ไม่เกิดการเคลื่อนไหวของข้อใดข้อหนึ่งนาน ๆ เพราะจะทำให้ข้อแข็ง ขาดความยืดหยุ่น เกิดข้อยึดได้เร็วขึ้น ควรขยับข้อต่าง ๆ บ่อย ๆ แต่ไม่ควรฝืนทำกับข้อที่กำลังมีอาการบวมและปวดอยู่
  • หลีกเลี่ยงการกระทำที่ส่งผลให้ข้อได้รับความกระทบกระเทือน เช่น ไม่ยก ไม่แบกของหนัก ไม่กระโดดจากที่สูง หลีกเลี่ยงการทำงานที่ใช้สว่านขุดเจาะ พยายามใช้ข้อใหญ่ในการทำงานก่อน
  • ถ้ามีน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน ควรลดน้ำหนักเพื่อช่วยลดการรับน้ำหนักของข้อเข่า ข้อเท้า ได้ แต่ต้องได้รับอาหารที่มีแคลเซียม วิตามินดี และวิตามินซีอย่างเพียงพอ เพื่อการบำรุงเนื้อเยื่อและกระดูก
  • นอกจากการใช้ยาเพื่อลดอาการปวดบวมของข้อแล้ว การแช่น้ำอุ่น พาราฟินอุ่น หรือการแช่ในน้ำแข็ง การประคบเย็น (Ice pack) ก็สามารถช่วยลดอาการได้ การที่จะเลือก ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำแข็งขึ้นกับแต่ละบุคคลว่าตอบสนองกับวิธีใดมากกว่ากัน

Compiled : www.parrythailand.com

Parry Thailandเรียบเรียงบทความ
Happy คอมมูนิตี้ เพื่อชีวิตดีดีของคนสูงวัย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง