ท้องผูก เกิดจากอะไร อาการเป็นแบบไหน พร้อมบอกวิธีรักษาท้องผูกอย่างได้ผล
Home » สุขภาพ » ท้องผูก เกิดจากอะไร อาการเป็นแบบไหน พร้อมบอกวิธีรักษาท้องผูกอย่างได้ผล

ท้องผูก เกิดจากอะไร อาการเป็นแบบไหน พร้อมบอกวิธีรักษาท้องผูกอย่างได้ผล

อาการท้องผูกเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก และเข้าใจกันดี รวมถึงเพื่อน ๆ หลายคนยังอาจจะเคยเกิดอาการนี้ขึ้นกับตัวเองด้วยก็ได้ ซึ่งท้องผูกก็คือ การถ่ายอุจจาระน้อยกว่าปกติ หรือไม่ได้ถ่ายเป็นเวลานาน ถ่ายยังไงก็ถ่ายไม่ออก ต่อให้ความถี่ของการถ่ายอุจจาระของคนเราจะไม่เท่ากัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เพื่อน ๆ ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นั่นแสดงว่าท้องผูกได้มาเยือนคุณแล้ว

นอกจากนี้อาการท้องผูกนั้นยังสังเกตได้จากการที่ลักษณะของอุจจาระนั้นแห้ง แข็ง และต้องใช้แรงเบ่งมาก บางครั้งอาจเลวร้ายจนถึงต้องใช้มือช่วยล้วงอุจจาระออกมาเลยก็ได้

โดยอาการท้องผูกนี้พบได้บ่อยมากเลยนะครับ ไม่ใช่เป็นอาการที่นาน ๆ เจอทีหรือน่าตกใจแต่อย่างใด ซึ่งประชากรกว่า 12% ของโลกนี้ก็ล้วนแล้วแต่ต้องมีอาการท้องผูกกันทั้งนั้น เป็นได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่มักจะพบได้บ่อยในเด็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากเด็กกล้ามเนื้อการขับถ่ายยังเติบโตไม่เต็มที่ ส่วนผู้ใหญ่นั้นกล้ามเนื้อการขับถ่ายเสื่อมสภาพไปตามอายุนั่นเอง อีกทั้งยังพบอาการท้องผูกนี้ได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งอาจเป็นเพราะฮอร์โมนเพศที่ต่างกัน

รู้ได้ยังไงว่าตัวเองมี อาการท้องผูก
การสังเกตอาการท้องผูกนั้นทำได้ง่าย ๆ โดยดูจากสิ่งเหล่านี้

  1. ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  2. อุจจาระเป็นก้อนแข็ง แห้ง หรือเป็นเม็ดเล็ก ๆ
  3. รู้สึกเหมือนยังถ่ายอุจจาระไม่สุด ถ่ายไม่ออก ถ่ายออกได้ยาก ต้องใช้แรงเบ่งหรือใช้มือช่วยล้วง บางคนอาจมีอาการเจ็บเมื่อถ่ายอุจจาระด้วย
  4. ท้องอืด ปวดท้อง
  5. สำหรับใครก็ตามที่มีพฤติกรรม หรือาการอย่างนี้นานเกินกว่า 3 เดือน

จากอาการท้องผูกทั่วไป อาจกลายเป็นท้องผูกเรื้อรังที่จะทำให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิตยิ่งกว่าเดิมได้

เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้ตัวว่าตัวเองมีอาการท้องผูกเกิดขึ้น หรืออุจจาระไม่ปกติ รวมทั้งมีอาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลง หรืออุจจาระเป็นเลือด ให้พบแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยให้เร็วที่สุด

สาเหตุของอาการท้องผูก ท้องผูกเกิดจากอะไรกันแน่
เป็นคำถามคาใจใครหลาย ๆ คนมากเลยนะครับสำหรับข้อนี้ เพราะบางทีเราอาจทำอะไรหรือดำเนินชีวิตไปปกติ แต่อาการท้องผูกก็ดันมาถามหาเราอยู่ดี ซึ่งมันมาจากอะไรกันแน่นะ… ท้องผูกเป็นอาการที่เกิดเมื่อลำไส้บีบตัวหรือเคลื่อนตัวช้าในระหว่างการย่อยอาหาร จึงทำให้กำจัดอุจจาระออกจากระบบทางเดินอาหารไม่ได้ และเกิดการตกค้างในลำไส้ใหญ่นานจนมีการดูดน้ำในอุจจาระกลับ ทำให้อุจจาระแห้ง แข็ง และใหญ่ขึ้น ส่งผลให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยอาการท้องผูกนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุดังนี้

  1. การใช้ยา
    การทานยาบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาระงับอาการทางจิต ยาแก้อาการชัก หรืออาหารเสริมแคลเซียม และธาตุเหล็ก ยาระงับปวด และยาขับปัสสาวะ
  2. สภาวะทางร่างกาย
    ฮอร์โมนจะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเกิดความสมดุล ดังนั้นสภาวะบางอย่างที่มีผลต่อฮอร์โมนจึงอาจส่งผลกระทบ ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นกัน เช่น โรคเบาหวาน การตั้งครรภ์ ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ และโรคลำไส้แปรปรวน
  3. ความผิดปกติจากกล้ามเนื้อ
    โรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อสามารถส่งผลต่อการบีบตัวของลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ ทำให้เกิดการตกค้างของอุจจาระในระบบทางเดินอาหาร และนำไปสู่อาการท้องผูก เช่น เส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน เส้นประสาทไขสันหลังบาดเจ็บ หรือโรคหลอดเลือดในสมอง
  4. ภาวะลำไส้อุดตัน
    สภาวะบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการอุดตันภายในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้อุจจาระเคลื่อนตัวได้ลำบาก และยังคงเหลือค้างอยู่ภายใน เช่น แผลปริขอบทวารหนัก ลำไส้อุดตัน หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออาการท้องผูก
นอกจากสาเหตุดังกล่าวข้างต้นแล้ว พฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างก็อาจจะส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกตามมาได้อย่างไม่คาดคิด เช่น

  1. การอั้นอุจจาระ
  2. ทานอาหารที่มีกากใยน้อยเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ
  3. เคลื่อนไหวร่างกายน้อย
  4. มีน้ำหนักตัวมากเกินไป หรือน้อยเกินไป
  5. ดื่มน้ำน้อย ร่างกายขาดน้ำ
  6. ภาวะเครียด หรือกดดัน
  7. ปัญหาทางด้านจิตใจ
  8. อยู่ในวัยสูงอายุ

การตรวจสอบอาการท้องผูก
การตรวจสอบอาการท้องผูกนั้นสามารถให้แพทย์ทำได้หลายวิธี อาจเริ่มต้นจากการสอบถามประวัติของผู้ป่วย การใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการขับถ่าย การตรวจร่างกายทั่วไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีอาการท้องผูกจริง และดูว่าอาการท้องผูกนั้นอยู่ในขั้นไหนแล้ว

แต่สำหรับบางคนที่มีอาการท้องผูกอย่างรุนแรง ก็อาจจะมีการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น

  1. ตรวจทางทวารหนัก
    เพื่อหาโรคที่เป็นสาเหตุของอาการท้องผูก ซึ่งแพทย์จะใส่ถุงมือเคลือบสารหล่อลื่น และใช้นิ้วสอดเข้าไปในรูทวารหนัก เพื่อคลำหาว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
  2. ตรวจเลือด
    เป็นการตรวจดูว่าอาการท้องผูกของเราเกิดจากสาเหตุทั่วไปหรือไม่
  3. เอกซเรย์ช่องท้อง
    การเอกซเรย์ช่องท้องจะทำให้รู้ว่าลำไส้ใหญ่ของผู้ป่วยนั้นมีความผิดปกติอย่างไรบ้าง
  4. ตรวจการทำงานของลำไส้และกล้ามเนื้อหูรูด
    เพื่อหาความผิดปกติกล้ามเนื้อส่วนควบคุมการขับถ่าย โดยให้ผู้ป่วยกลืนแคปซูลที่มีแถบทึบแสง ซึ่งจะสามารถมองเห็นได้เมื่อเอกซเรย์ และดูว่าแคปซูลเคลื่อนตัวอย่างไรภายในลำไส้ของเรา
  5. ส่องกล้องตรวจ
    โดยการใช้กล้องเฉพาะทางการแพทย์สอดเข้าทางทวารหนักเพื่อดูการทำงานของลำไส้ใหญ่

รักษาอาการท้องผูกได้ยังไงบ้าง
อาการท้องผูกถึงแม้จะกวนใจผู้ป่วยอย่างมาก แต่ก็สามารถรักษาได้หลากหลายวิธีเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีที่ง่ายดายที่สุด ก็คือ การปรับพฤติกรรมนั่นเอง การปรับพฤติกรรมทั้งในด้านของการใช้ชีวิต และด้านการรับประทานอาหาร จะช่วยให้อาการท้องผูกบรรเทาลง และส่งผลให้อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งยารักษา ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถรักษาอาการท้องผูกด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ ดังนี้

  1. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
    อย่างน้อย ๆ 18-30 กรัมต่อวัน ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้สด ธัญพืช หรือรำข้าวสาลี ซึ่งทั้งหมดนี้มีฤทธิ์ช่วยให้อุจจาระมีความอ่อนตัวมากขึ้น ส่งผลให้อาการท้องผูกบรรเทา และขับถ่ายง่ายตามมา
  2. ดื่มน้ำมาก ๆ
    การดื่มน้ำมากจะทำให้ร่างกายห่างไกลจากภาวะขาดน้ำ และไม่ทำให้อุจจาระแข็ง
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    จะช่วยให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ
  4. ขับถ่ายให้เป็นเวลา
    ไม่ควรอั้นอุจจาระเป็นเวลานาน หรือรีบร้อนในการขับถ่าย ควรให้เวลากับตัวเอง และถ่ายจนกว่าจะรู้สึกว่าอุจจาระออกมาจนหมดแล้วนั่นเอง
  5. ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
    เป็นการฝึกควบคุมการทำงานและผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งจะมีการสอดอุปกรณ์เข้าทางทวารหนัก และให้ทำการขมิบก้นหรือคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งเครื่องมือนี้จะช่วยบันทึกการทำงานของกล้ามเนื้อ และช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาเมื่อการรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมไม่ได้ผล โดยจะมีตั้งแต่ ยาช่วยหล่อลื่นอุจจาระ ทำให้ลำไส้ลื่นและอุจจาระเคลื่อนตัวได้ง่าย ยาช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้นและสามารถเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่าย รวมถึงยาเหน็บและยาสวน เพื่อให้อุจจาระอ่อนนิ่มและเคลื่อนตัวได้ง่ายอีกเช่นกัน

อาการท้องผูก ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา
ปกติแล้วอาการท้องผูกจะเกิดขึ้นและหายไป โดยไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา แต่ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อขับถ่าย ซึ่งถ้ามีการท้องผูกบ่อย ๆ ก็อาจทำให้อุจจาระตกค้างในลำไส้ ส่งผลให้ถ่ายออกมาได้ลำบาก และอุจจาระไปเสียดสีกับผนังลำไส้จนเกิดแผล และถ่ายเป็นเลือด บางรายอาจเกิดอาการริดสีดวงทวารตามมาจากการที่ต้องใช้แรงเบ่งในการขับอุจจาระนั่นเอง

ป้องกันอาการท้องผูกง่ายด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้
หลังจากเรียนรู้แล้วว่าอาการท้องผูกนั้นเกิดจากสาเหตุใด และรักษาได้ยังไงบ้าง ทีนี้ก็ถึงคราวป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูกขึ้นกับเราในอนาคต โดยวิธีการนั้นก็สามารถทำได้หลายขั้นตอนด้วยกัน เช่น

  1. กินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง ไม่ว่าจะเป็นผัก หรือผลไม้สด
  2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย ๆ ให้ได้วันละ 6-8 แก้ว
  3. เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และออกกำลังกายเป็นประจำ
  4. ผ่อนคลายความเครียด ลดความกังวล และทำจิตใจให้เบิกบาน
  5. ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา เริ่มตั้งแต่ยังเด็ก และขับถ่ายโดยไม่รีบเร่ง
  6. ไม่กลั้นอุจจาระ เมื่อรู้สึกปวดท้องให้เข้าห้องน้ำเสมอ ห้ามอั้น

ท้องผูกมากแค่ไหน ถึงควรพบแพทย์
สำหรับใครที่มีอาการท้องผูก ไม่ควรซื้อยาแก้ท้องผูกมาทานเอง ควรได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรก่อนซื้อยาทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่มีอาการ และควรเข้าพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  1. ใช้ยาแก้ท้องผูก 5-7 วัน แต่อาการยังไม่ดีขึ้น
  2. เกิดอาการท้องผูกเรื้อรังนานเกินกว่า 1 สัปดาห์
  3. ท้องผูกโดยไม่มีอาการ หรือหาสาเหตุไม่ได้
  4. มีอาการท้องผูก สลับไปมากับอาการท้องเสีย
  5. อุจจาระมีลักษณะเล็ก แบน เหมือนริบบิ้น
  6. มีเลือดออกหลังจากอุจจาระ

อาการต่าง ๆ เหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นว่าเราอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงทวาร เกิดก้อนเนื้อในลำไส้ใหญ่ หรืออาจเป็นมะเร็งลำไส้ได้ เพราะฉะนั้นจึงควรพบแพทย์โดยด่วน

สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับ แก้อาการท้องผูกที่หลาย ๆ คนอาจไม่เคยรู้
นอกจากวิธีปกติในการแก้ปัญหาท้องผูกแล้ว เราก็มีเคล็ดลับเด็ด ๆ ที่ช่วยให้อาการท้องผูกหายได้แบบที่หลาย ๆ คนยังไม่เคยรู้มาฝากกันด้วย บอกได้เลยว่าแต่ละอย่างนั้นช่วยให้หายท้องผูกได้ดีจริง ๆ ครับ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปชมกันเลย

  1. เมล็ดแมงลักช่วยได้
    เมล็ดแมงลักเป็นสมุนไพรไทยที่มีคุณสมบัติเป็นยาระบาย ซึ่งจะช่วยให้อุจจาระของเราอ่อนตัวลง ทำให้ถ่ายได้คล่องกว่าที่เคย โดยวิธีก็ง่ายแสนง่าย แค่ใส่เมล็ดแมงลัก 1 ช้อนชาลงในน้ำสะอาด 1 แก้ว แช่เอาไว้แบบนั้นจนเมล็ดแมงลักพองตัว แล้วค่อยเติมน้ำตาลลงเล็กน้อย ชงดื่มแบบนี้ก่อนมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมงและดื่มน้ำตาม ก็จะช่วยให้ถ่ายคล่องได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  2. น้ำเปล่าผสมเกลือ + มะนาว
    สูตรนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับแก้อาการท้องผูกที่ได้ผลอย่าบอกใครเชียว โดยให้เพื่อน ๆ ที่รู้ตัวว่ามีอาการท้องผูก ดื่มน้ำผสมเกลือ 1 ช้อนชา และมะนาว 2 ลูก จากนั้นให้นำน้ำแข็งมาประคบบริเวณสะดือ ความเย็นจะทำให้ลำไส้บีบตัว และช่วยให้เกิดอาการอยากขับถ่ายนั่นเอง
  3. ฝึกสมาธิพิชิตอาหารท้องผูก
    การฝึกสมาธิจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง หมดกังวล คลายเครียด ทำให้ระบบประสาทและอวัยวะภายในทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากการยืนตัวตรง แยกเท้าสองข้างออกจากกัน แขนสองข้างแนบลำตัว หลับตา สูดหายใจเข้าให้เต็มปอด และปล่อยลมหายใจออกช้า ๆ ให้ลมหมด ทำแบบนี้ 30-50 ครั้ง ก็จะทำให้สมองได้รับออกซิเจนที่เพียงพอ ทำให้ปลอดโปร่ง และผ่อนคลายความกังวลในจิตใจให้หายเป็นปลิดทิ้ง

3 Tip เด็ด ช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น ลดอาการท้องผูก
สำหรับใครที่รู้สึกว่าการทำ 3 วิธีข้างบนนั้นยุ่งยาก และมากความ ก็แนะนำ 3 วิธีง่าย ๆ นี้เลยครับ ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม หรือใช้เวลานาน มีเวลาแค่ 5 นาที ก็ทำให้อาการท้องผูกหายไปได้แล้ว

  1. เมื่อตื่นเช้ามา
    ให้เพื่อน ๆ ยังไม่ต้องแปรงฟัน แต่ดื่มน้ำอุ่นก่อนเลย 2 แก้ว (ห้ามดื่มน้ำเย็นเด็ดขาด) เพราะการดื่มน้ำอุ่นตอนท้องว่างจะช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดีมากขึ้น ส่งผลให้ปวดอุจจาระนั่นเอง
  2. ทำการบริหารร่างกายในตอนเช้า
    ด้วยการยืนตรง หายใจเข้าลึก ๆ และก้มลงหายใจออก เอามือเท้าเข่าไว้ แขม่วท้องให้ท้องยุบเข้าไปจนติดกับหลังให้มากที่สุด เพื่อเป็นการบริหารลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
  3. ขณะที่นั่งอยู่บนโถส้วม
    ให้ใช้ฝ่ามือนวดหน้าท้อง วนตามเข็มนาฬิกาหลาย ๆ รอบ และแขม่วท้องไว้ด้วย ก็จะช่วยให้การขับถ่ายของเราคล่องขึ้น และหมดปัญหาท้องผูกได้อย่างง่ายดาย

รวมรายชื่ออาหารมหัศจรรย์ แก้อาการท้องผูกทุกวันอย่างได้ผล
ก่อนจะจากกันไป เราก็ได้รวบรวมอาหารสุดมหัศจรรย์ที่ดีต่อใจ ช่วยแก้ปัญหาอาการท้องผูกอย่างได้ผลมาฝากเพื่อน ๆ กัน ซึ่งสำหรับใครที่ชื่นชอบในการทานอยู่แล้ว ก็อาจจะลองเปลี่ยนจากทานอาหารขยะ มาทานอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้ดูแทน ก็จะช่วยให้อาการท้องผูกหมดไป และช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  1. มะขามเปียก
    นำมะขามเปียกมาขยำกับน้ำประมาณ 3 แก้ว จากนั้นเติมเกลือลงไป 1 ช้อนชา แล้วดื่มให้หมด 1-2 ชั่วโมงต่อมาจะรู้สึกอยากขับถ่ายขึ้นทันที ไม่เชื่อต้องลอง
  2. ลูกพรุนแห้ง
    สามารถรับประทานทั้งผลได้เลยครับ เพราะจะได้รับกากอาหารที่เพียงพอ ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียออกมาได้ง่ายขึ้น
  3. แอปเปิลเขียว
    นับเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารมากสุด ๆ สามารถกินทั้งผลก็ได้ หรือจะปั่นก็ดี 1 ผล ให้ใยอาหารมากถึง 4.4 กรัมเลยทีเดียว
  4. ถั่วดำ
    นี่ก็เป็นอีกหนึ่งธัญพืชที่ช่วยให้กระบวนการขับของเสียในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถั่วดำต้ม 1 ถ้วย มีใยอาหารมากถึง 15 กรัม ทำให้ถ่ายท้องกันง่าย หมดห่วงเรื่องอาการท้องผูก
  5. กล้วยน้ำว้าสุก
    เป็นผลไม้ที่มีสารเพกทินสูงมาก ช่วยเพิ่มกากอาหาร และมีเมือกลื่น ๆ ที่ช่วยให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น ควรทานเป็นประจำทุกวัน วันละ 2-4 ผลจะช่วยให้อาการท้องผูกหายไป
  6. มะเฟือง
    สำหรับใครที่ชื่นชอบอะไรเปรี้ยว ๆ มะเฟืองเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ช่วยคุณได้ ทำให้ตาสว่าง ร่างกายสดชื่น ตื่นตัว และที่สำคัญช่วยบรรเทาอาการท้องผูกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมะเฟืองมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ถ้าให้ดีควรทานมะเฟือง 2-3 ลูก ในขณะที่ท้องว่าง ก็จะช่วยให้เห็นผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  7. เมล็ดแฟลกซ์
    สามารถนำมาโรยทานกับอาหารเช้าซีเรียล หรือสลัดผักได้ ซึ่งสรรพคุณของมันจะคล้าย ๆ กับเมล็ดแมงลัก แต่จะไปพองในร่างกาย ช่วยดูดซึมของเหลว และไปเพิ่มกากอาหาร ทำให้อุจจาระได้ง่ายขึ้น สบายมากขึ้น และหมดกังวลเรื่องท้องผูกนั่นเอง

Compiled : www.parrythailand.com

Parry Thailandเรียบเรียงบทความ
Happy คอมมูนิตี้ เพื่อชีวิตดีดีของคนสูงวัย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง